ประกาศ

ชื่อกระทู้: เสียงเพรียกจากพงไพร 1 ..(สำเนาจากกระทู้เก่าที่หายไปเมื่อ 2 ปีก่อน)..

  1. #171  
    Registered User ฟรีแมน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Sep 2012
    สถานที่
    BKK
    ข้อความ
    257





    ขนมเปี๊ยะ มัจจุราช กลางไพร
    (ตอนที่ 3)

    .. เรื่องจริง จากประสพการณ์จริง ..

    ( ต่อจากตอนที่แล้ว)





    ย้อนกลับมาห้างที่สองของ ตั้ว และ ฟรีแมน
    ทั้งสองคนก็แบ่ง ขนมเปี๊ยะชิ้นสุดท้าย กินกันคนละครึ่งชิ้นอย่างเอร็ดอร่อย
    และ ฟรีแมน รับรองได้ว่า ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่เคยซื้อขนมเปี๋ยะกินอีกเลย

    ทานขนมเปี๊ยะแล้วก็ดื่มน้ำตาม พอจะทำให้แป้งขนมพอง อิ่มแบบขอไปที
    นั่งบนห้างไปได้สักพักใหญ่ ฟรีแมน ก็นั่งยุกยิกยุกยิก จน ตั้วรำคาญ
    "เบี้ยว เป็นอะไร ขยับตัวบ่อยๆ ลูกห้างมันดัง สัตว์ได้ยินหมด"
    คนไม่เคยเข้าป่านั่งห้าง นึกสภาพไม่ออกหรอกครับว่ามันทรมานขนาดไหน
    ท่านก็ลองนั่งขัดสมาธิบนโต๊ะเล็กๆสัก 2-3 ชั่วโมง อาจจะทำให้เข้าใจได้บ้างเล็กน้อย
    แล้วลองเอาท่อนไม้มาวางเรียงบนโต๊ะแล้วนั่งทับอีกชั้นนึง จะเริ่มเข้าใจมากขึ้นอีกหน่อย
    คราวนี้ลองเปิดแอร์เย็นๆ เปิดมุ้งลวดให้แมลงมากวน ใช่ครับ .. เริ่มเข้าใจขึ้นมากแล้ว
    คราวนี้ลองนั่งจนง่วงจนสัปหงก เป็นเวลาสัก 10 ชั่วโมงติดกัน
    มันแสนทรมานสุดๆเกินทนสำหรับ พรานกรุง อย่างพวกเรา
    ยังไม่นับเสียงเดินรอบๆห้าง เสียงกิ่งไม้หัก เสียงหวีดหวิวทั้งใกล้และไกล
    มีแค่เราสองฃีวิต กับปืนคู่ใจ รวมถึงพระพุทธคุณที่เป็นเกราะคุ้มครองเราอยู่อย่างเงียบๆ

    "ตั้ว ผมปวดเยี่ยว ทำงัยดีล่ะ"
    ฟรีแมน บอกกลับไปเบาๆ แต่เสียงกระเส่ายิ่งนัก
    โถ ก็ตอนก่อนขึ้นห้าง ดันลืมเยี่ยวให้เรียบร้อย มัวแต่ตัดไม้ขัดเสริมลูกห้าง
    ยิ่งตอนทานขนมเปี๊ยะ ก็ล่อน้ำเข้าไปหลายอึก เพื่อให้ท้องแน่น จะได้ไม่หิว
    และตอนกลางวันถ้าจะเยี่ยว ก็ต้องไปเยี่ยวให้ห่างเป็นร้อยเมตร เพื่อไม่ให้สัตว์ป่ากระสากลิ่นเยี่ยว
    แต่กลางคืนอย่างนี้ เดือนมืดมิด มองเห็นแต่ฟ้าหม่นๆบนแนวเปิดของยอดไม้ครึ้ม
    กับพรายน้ำนาฬิกาชั้นดีของ ตั้ว นอกนั้นเกือบมืดสนิทเหมือนตาบอด
    หูเท่านั้นที่บอก สัญญาณไพร ให้ได้ยินทุกระยะ และนานๆทีเราจึงส่องไฟตรวจตรา
    ทุกครั้งที่ส่องไฟออกไป ใจก็ระทึกว่าจะพบกัยสิ่งใดกันนะ
    บางครั้งในใจของ ฟรีแมน ก็ตะโกนลั่นบอกว่า
    "แน่จริง พวกมึงก็ออกมาเลย ไม่ต้องมากหลอกล่อว๊อบๆแวมๆหรอก"
    แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นตามคำท้าทายในใจ พวกมันก็ไม่แน่จริงเหมือนกัน
    ถ้ามันกล้าโผล่ออกมา ก็คงโดนซัดด้วย .375 เอสแอนด์เอชแม็กนั่ม ในมือ ฟรีแมน บ้างแล้ว
    หัวกระสุนซอฟป้อยขนาด 300 เกรน ความเร็วต้นประมาณ 2500 ฟุต/วินามี แรงปะทะขนาด 4000 ฟุตปอนด์
    อย่าว่าแต่กระโหลกช้างในลำห้วยด้านล่างห้างเลย แม้แต่ผีป่ายกมาสักโขยง
    รับรองว่า ป่าสะท้าน ผีห่าซาตาน เตลิดเปิดเปิงแน่นอนครับ






    ยามค่ำคืนที่เปลี่ยวสงัด กลางป่าดงดิบ เช่นนี้ เกิดปวดเยี่ยวขึ้นมา
    ขนาดในนิยายเดินป่าแทบทุกเรื่อง ยังต้องห้ามลงจากห้างกลางดึก
    แล้วถ้าเป็น ท่านผู้อ่าน จะทำเช่นไร อดกลั้นไว้จนกว่าแสงตะวันจะจับขอบฟ้า
    หรือจะปล่อยเยี่ยวเรี่ยราดลงไปใต้ห้างที่อุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งมาหลายชั่วโมง
    ขืนเยี่ยวรดลงไปใต้ห้าง ก็อย่าหวังว่า สัตว์ป่าจะเข้าเมื่อกระสากลิ่นเยี่ยวของมนุษย์

    "เอ้านี่ไป" ตั้วยื่นกระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณศอกมาให้
    "พรานเขาตัดกระบอกไม้ไผ่นี้ไว้ให้เผื่อปวดเยี่ยวระหว่างนั่ง"
    ฟรีแมน รับมาอย่างยิ้มระรื่น แต่ตั้วคงไม่เห็นรอยยิ้มนั้นหรอก เพราะความมืด
    ดึงจุกใบไผ่ออก แล้วจับเจ้าโลก เพียงแต่โลกของผมอาจจะ เล็กกว่าดาวพลูโต
    ฉี่ลงใส่รูตรงกลางกระบอกที่เจาะเอาไว้ ค่อยๆปล่อยให้เบาที่สุด กันมันกระเซ็นออกมา
    ปล่อยจนหมดความทรมาน ปล่อยจนความสุขเข้ามาจนหน้าเปื้อนแต่รอยยิ้ม
    สะบัดเบาๆ แล้วค่อยๆเอาจุกใบไผ่ยัดอุดปิดตามเดิม สกัดกลิ่นไม่ให้ลอยออกมา
    ฟรีแมน ยื่นกระบอกไม้ไผ่ลำเขื่องที่เริ่มหนักอึ้งคืนให้ ตั้ว
    "เบี้ยว บ้ารึเปล่าว๊ะ เยี่ยวแล้วยังยื่นมาให้ทำไมอีก แขวนไว้แถวนั้นเองสิ"
    โอ้ ฟรีแมน ก็ช่างซื่อบื้อจริงๆ เยี่ยวแล้วดันยื่นให้ ตั้ว อีก
    มืดก็มืด สายตาก็สั้น ไฟฉายก็ไม่อยากเปิดให้สัตว์ตื่นกลัว
    ฟรีแมน พยายามหากิ่งไม้หรือลูกห้างเพื่อแขวนกระบอกเยี่ยวให้เข้าที่เข้าทาง
    "อุ๊บ ... ตั้ว ผมทำกระบอกเยี่ยวล่วงลงไปข้างล่างห้าง"
    คงเดาได้ไม่ยากหรอกนะครับว่า ตั้ว จะหงุดหงิด บ่นความซุ่มซ่ามครั้งนี้เพียงใด
    ถ้าเยี่ยวหกออกมาจากกระบอก แปลว่า ทั้งคืนจะไม่มีสัตว์เข้ามาในเขตที่นั่งห้างเลย
    "แต่ตั้ว ผมมั่นใจว่า ผมอุดจุกกระบอกเยี่ยวอย่างแน่นหนา เยี่ยวไม่หกหรอก"
    ฟรีแมน พูดอย่างมั่นใจ และ ปลอบใจให้ ตั้ว มีความหวังในการนั่งห้างคืนนี้

    จากเหตุการณ์นั้นผ่านไปได้ไม่นานนัก ก็มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้นอีกครั้ง
    "กร๊อบ..." เสียงคานไม้หรือลูกห้างดังขึ้นมาแทรกกับเสียงระงมของแมลงในป่า
    เราทั้งสองคนรียคว้ากิ่งไม้ขนาดเขื่องที่พาดผ่านด้านบนของห้าง
    โหนตัวยึดกิ่งไม้ไว้ เพื่อไม่ให้น้ำหนักทั้งหมดทิ้งลงบนแคร่นั่งของห้าง
    สักพักหนึ่ง เราจึงค่อยๆหย่อนน้ำหนักตัวลงบนแคร่เพื่อหยั่งดูความแข็งแรงของห้าง
    รู้สึกว่าห้างยังคงแข็งแรง รับน้ำหนักเราสองคนได้เหมือนเดิม
    แต่กระนั้น เราสองคนก็ยังระแวงอยู่มาก พยายามส่องหาจุดที่ทำให้เกิดเสียงหัก
    แต่ก็หาไม่เจอ เราสองคนค้นเอาเชื่อกในเป้มาผูกเสริมให้แน่นหนาขึ้นเท่าที่ทำได้
    ตั้ว เองก็หนักร่วมร้อยกิโล ไม่อ้วน แต่สูงใหญ่ล่ำสัน
    ฟรีแมน หนักประมาณแค่ห้าสิบกิโล ตอนนั้นยังผอมแห้งแรงเยอะอยู่
    เราปรึกษากันว่าจะเดินป่าตอนนี้ เพื่อกลับไปสมทบกับห้างแรกหรือไม่
    มันค่อนข้างอันตรายมากๆ รอยเสือ รอยช้าง รอยกระทิง เต็มไปหมด
    ไม่มีพรานคนใดสั่งสอนให้ พรานมือใหม่ เดินป่าดงดิบกันเองในยามดึกดื่น
    แม้ว่าจะระยะทางแค่กิโลเมตรเดียวก็ตาม เดินในป่าช้ายามดึกเช่นนี้ ยังปลอดภัยกว่านัก

    ตกลงเราสองคนก็มีความเห็นว่าจะอยู่ห้างเดิมต่อไปจนเช้า
    เดี๋ยวคณะจากห้างแรกก้จะเดินมาหามาสมทบเอง
    สักชั่วโมงกว่าผ่านไป ตอนนั้นน่าจะประมาณตีสามได้
    ตั้วก็เริ่มปวดเยี่ยวขึ้นมาบ้าง แต่กระบอกเยี่ยวก็ตกจากห้เางไปหลายชั่วโมงแล้ว
    "ตั้วก็เยี่ยวลงไปเลย ช่างมันเถอะ คืนนี้คงไม่มีสัตว์เข้าแล้วล่ะ นี่ก็ใกล้เช้าแล้ว"
    ฟรีแมน บอกไปอย่างนั้น แต่ ตั้ว ก็บอกว่า พอทนได้
    เพราะช่วงต่อไปนี้ ตีสามถึงใกล้รุ่งสาง สัตว์ป่ามักจะออกมาหากินอีกรอบหนึ่ง โอกาสยังมีอยู่
    อากาศก็หนาวเย็นสะท้านทั่วกาย สงสาร ตั้ว เพราะความซุ่มซ่ามของ ฟรีแมน จริงๆ



    แสงแดดเริ่มจับยอดไม้ ทัศนวิสัยเริ่มกระจ่างขึ้นตามลำดับ
    ห้างของเราเป็นต้นไม้ที่โตแทรกขึ้นมาล้อมรอบด้วยกอไผ่โปร่ง
    ไม่อยากเชื่อว่า กระรอกป่าตัวเขื่อง สีน้ำตาลตาแป๋ว ไต่กิ่งไผ่อยู่เบื้องหน้า
    ห่างจากเราสองคนไปแค่มือเอื้อม ไม่มีอาการใดๆที่จะตกใจกลัวมนุษย์แปลกหน้าอย่างเรา
    นี่ละหนา ธรรมชาติพิสุทธิ์ ที่มนุษย์พยามยามบุกป่าฝ่าดงเข้าทำลาย
    แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดของ ฟรีแมน ในช่วงที่เลิกล่า และ เข้าสู่วัยพ่อแม่ดูแลลูก
    ถ้าไปพูดเตือนสติในยุคนั้นสมัยนั้น ก็คงน่ารำคาญพิลึก
    แต่แม้จะไม่สำเหนียกในเรื่องนี้ แต่ ฟรีแมน ก็มี จรรยาบรรณพราน เช่นกัน
    เราจะไม่ล่าในสัตว์ที่เราไม่ตั้งใจล่าตั้งใจยิง และก็ยึดถือมาตลอดเช่นนั้น
    บางคราว ชะนีหน้าขาว ด่างหรือบินตุรงค์ เข้าทางปืนในช่วงไล่ราว
    ฟรีแมน ก็ไม่เคยลั่นไกสักครั้ง แถมยังโบกมือให้มันผ่านไปอย่างอารมณ์ดี
    บาปหรือบุญ นั้นอยู่ติดกันเพียงแต่อยู่กันคนละด้าน มนุษย์เป็นฝ่ายเลือกเอาเอง
    ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ สภวะกาณ์ อุดมการณ์ และยุคสมัย

    แดดเริ่มทอแสงแรงขึ้น ประมาณสัก เจ็ดโมงกว่าๆแล้ว
    ทำไม คณะจากห้างแรก ยังไม่มาสมทบตามที่นัดหมายกันไว้อีกนะ
    มีฝนตกปรอยๆเกือบตลอดทั้งคืน ฟ้าปิดมืดมิด ห้างแรกจะเป็นยังไงกันบ้าง
    ตั้ว และ ฟรีแมน เราทั้งสองเเริ่มกังวลเป็นห่วงมากขึ้น
    เราสองคนเก็บสัมภาระ ม้วนเชือกที่ผูกเสริมลูกห้างเก็บเข้าเป้ดังเดิม
    ไต่ลงมาจากห้างที่สูงเกือบสามเมตร ลงมาบิดขี้เกียจ สลัดแข้งขาให้เข้าที่
    กระบอกเยี่ยวตกไหลลงไปที่ลำห้วย ฟรีแมน ไม่ได้เดินตามไปดูว่ามันไหลออกรึเปล่า
    เราตรวจกระสุนในรังเพลิงอีกครั้ง และสะพายเป้ขึ้นไหล่
    เดินตามลำห้วย มุ่งหน้าตรงไปยังห้างแรก ปากเงียบสนิท แต่ในใจคิดต่างๆนานา
    นัดแล้วผิดนัดผิดเวลานานขนาดนี้ มิใช่วิสัยที่จะกระทำในการเดินป่าแบบนี้





    เราสองคนเดินมาตามลำห้วยได้สักพัก ก็พบสภาพของลำห้วยที่ผิดแผกไปจากเมื่อเย็นวาน
    ลำห้วยถูกปิดด้วยกอไผ่ใหญ่ล้มพาดขวางทั้งสองฝั่ง
    เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นมา ทำไมเราสองคนไม่เคยสำเหนียกเสียงล้มของกอไผ่เหล่านี้
    มันล้มขวางตลอดแนวลำห้วยยาวไม่น้อยกว่าร้อยเมตร หรืออาจถึง สองร้อยเมตร ปิดลำห้วยทั้งสองฝั่ง
    "ตั้ว เราสองคนจะมุดกอไผ่ไปตามลำห้วย แต่จะผลัดก้มมุดไปทีละช่วงนะ"
    "เบี้ยว ระวังหลัง ผมจะมุดนำไปก่อน แล้วจะโผล่ระวังให้ทีละช่วง"
    ตั้ว หักลำกล้องลูกซองแฝดบราวนิ่งก์ ดึงเอากระสุนลูกปลายลำกล้องบนออกมา
    แล้วยัดกระสุนลูกโดเสริมเข้าไปอีกนัดนึง เท่ากับว่า ทั้งสองลำกล้องเป็นลูกโดดล้วนๆ
    "มุดแบบนี้ เอาให้ชัวร์ไว้ก่อน" ตั้วกล่าวก่อนเริ่มมุดนำทางไป
    โดย ตั้ว เอาปืนทิ่มลำกล้องนำไปข้างหน้าพร้อมเหนี่ยวไกยิง หากมีสัตว์สวนมา
    ซึ่งก็เป็นแบบฉบับเช่นนั้นมาตลอด เมื่อต้องเดินป่าฝ่าดงหญ้าสูง
    หรือดงไม่ลวกกิ่งเล็กเท่านิ้ว แต่ขึ้นเต็มไปหมดจนเกือบรกเท่าพงหญ้า วิสัยทัศน์แย่มาก
    เมื่อ ตั้ว เจอช่องที่พอโผล่ได้ ก็ยืดตัวขึ้นและคอยระวังหน้าหลังให้ ฟรีแมน มุดตามมา
    เราสองคนทำแบบนี้ตลอดทางร่วมสองร้อยเมตร โชคดีที่ไม่มีสัตว์ป่าใดๆมุดสวนทางเข้ามา
    ในขณะนั้น เราสองคนไม่ทราบว่า อะไรทำให้กอไผ่ล้มลงได้มากมายขนาดนั้น
    ได้แต่คิดเพียงว่า ... ต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับคณะของห้างแรก ...








    เรื่องนี้เล่าจากเรื่องจริง เพียงแต่ การบรรยายเหตุการณ์ การพูดคุย ความนึกคิด ใช้สำนวนนวนนิยาย เท่านั้น
    เรื่องเหล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้ว ความทรงจำย่อมมีขาดตกบกพร่อง แรือเสริมแต่งขึ้นบ้าง เพื่ออรรถรส
    ไม่ใช่การล่า แต่เป็นการเข้าป่า ของกลุ่มกลุ่มพรานกรุงวัยหนุ่ม ในยุคในฃ่วงสมัยนั้น เพื่อการผจญภันในป่าดง
    ซึ่งพรานนำทางแต่ละคนอาจแก่ตายไป หรือ บางคนก็เข้าวัยเฒ่าแก่ชราแล้วทั้งสิ้น
    เป็นความทรงจำที่นำมาเล่าสู่กันฟัง และความลี้ลับที่ยากต่อการสรุปหรือพิศูจน์ได้





    สองแขนถวายไท้ทรงธรรม์เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญและแม่
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  2. #172  
    I'm Glad You Came.
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  3. #173  
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  4. #174  
    Registered User ฟรีแมน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Sep 2012
    สถานที่
    BKK
    ข้อความ
    257





    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ มารกิ อ่านข้อความ
    อ้างอิง ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ anaconda อ่านข้อความ

    ขอบคุณ ท่านมารกิ ท่านanaconda ท่านminimark1 ท่านน้าหล่อ และอีกทุกๆท่าน
    ที่ได้ติดตามอ่าน เสียงเพรียกจากพงไพร 1 และ 2 มาโดยตลอด
    ฟรีแมน จึงถือสิ่งนี้เป็น กำลังใจ ที่กลายเป็น หน้าที่ โดยปริยาย
    ที่ต้องนำเสนอ ชีวิตจริงในป่าดงพงไพร ให้ได้อ่านกันไปเรื่อยๆ
    ฟรีแมน คือ พรานกรุง ที่ไปมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในป่าดงพงไพรมานับสิบปี
    ตั้งแต่ ทิวเทือกเขาถนนธงชัย
    ป่าดอยสามหมื่น-ห้วยน้ำดัง-แม่มาลัย
    ดอยกะหล่ำกลางสายหมอก-หลังดอยอินทนนท์
    ป่าสูง น้ำพุร้อน - บ้านกระเหรี่ยงป่าแป๋
    ห้วยช้างร้อง-ทะเลสาปแม่ปิง ป่าทุ่งกิ๊ก-บ้านก้อทุ่ง
    ป่าสาละวิน-บ้านแม่สะเกิ๊บ ป่าสาละวิน-บ้านแม่สามแลบ
    ทุ่งมรณะ-บ้านแม่ลาคี ป่าขุนแม่หาด-บ้านน้ำเงา
    ลุยมาถึง เทือกเขาตะนาวศรี
    ป่าน้ำพุร้อน-บ้านโป่งกระทิง ป่าต้นกระบากยักษ์-บ้านสวนป่า
    ป่าแม่น้ำน้อย-บ้านปรีดา ป่าตะนาวศรี-ย้านพุถ่อง
    เหมืองพี่กนก เหมืองเจ็ดมิตร เหมืองปิเต็ง-บ้านอีต่อง
    ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-เหมืองสองท่อ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ลำเขางู

    เขียนสาธยายมาเยอะแยะ แต่ยังไม่ครบ นะครับ
    และหลายๆที่ก็ไปมาหลายๆครั้ง
    เกือบทุกครั้ง ก็ยังอยู่ในความทรงจำของ พรานเฒ่า คนนี้ตลอดไป

    ฟรีแมน มิใช่ พรานที่ยิ่งใหญ่เก่งฉกาจ
    ก็เป็นเพียง พรานเล็กๆมือใหม่ ที่อาศัยประสพการณ์เพิ่มพูนทักษะ
    และวิชาพราน ฟรีแมน ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรมามากนัก
    แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือ สิ่งที่พบเห็นกับตาได้ยินกับหู
    นำมาเล่าสู่กันฟัง จากเรื่องจริงๆ ไม่มีเสริมแต่ง
    อันจะให้อรรถรส ในชีวิตกลางป่าดงพงไพรไปอีกแบบหนึ่ง
    จากบุคคลที่เป็นเพียง พรานเฒ่าตัวเล็กๆแห่งลำน้ำเงา

    แล้วพบกันอีกต่อไป เรื่อยๆนะครับ

    ... ชอบคุณครับ ...





    ขนมเปี๊ยะ มัจจุราช กลางไพร
    ตอนที่ 4

    .. จะมาพบกับทุกท่าน ในเร็วๆนี้ครับ ..
    (เพราะเพื่อนๆ ฟรีแมน ก็รออ่านเหมือนกันครับ)



    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ฟรีแมน : 20-12-15 เมื่อ 03:11 AM
    สองแขนถวายไท้ทรงธรรม์เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญและแม่
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  5. #175  
    เยี่่ยมเลยครับผม ตามอ่านนนะครับ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  6. #176  
    Registered User ฟรีแมน's Avatar
    วันที่สมัคร
    Sep 2012
    สถานที่
    BKK
    ข้อความ
    257





    ขนมเปี๊ยะ มัจจุราช กลางไพร
    (ตอนที่ 4)

    .. เรื่องจริง จากประสพการณ์จริง ..

    ( ต่อจากตอนที่แล้ว)






    ย้อนกลับมาที่ห้างแรก
    ตะวันกำลังชิงพลบ อากาศในป่าเริ่มเย็นสบาย
    แต่อุณหภูมิในใจของชายหนุ่มทั้งสามคน เริ่มสูงขึ้นตามลำดับ
    เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยกันมาตามลำห้วยเบื้องหน้า ยังคงดังกังวาลชัดเจน
    เพียงแต่จับสำเนียงและภาษายังไม่ได้ว่าพูดคุยอะไรกัน
    ในใจของทุกคนเริ่มนับถอยหลัง เพื่อรอให้คนหลุ่มนั้นโผล่พ้นโค้งและดงไม้ริมห้วย
    .. ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์ ..
    มือกระชับกำคอปืนมั่น ทุกคนพร้อมเสมอกับทุกสถานะการณ์







    อยู่ในกรุงเทพ ช่วงสมัยวัยรุ่นทีนเอจ สิบเจ็ดสิบแปด หรือ มัธยมปลาย
    เราจะไปยิงนกกันที่บางปู กันเกือบทุกวันพฤหัส ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน
    ตั้ง จะมี รถจี๊ปวิลลี่ สมับสงครามโลกครั้งที่ 2 เอาไว้ใช้ส่วนตัว
    เราจะบรรทุกเพื่อนๆ พร้อมอาวุธปืนหลายกระบอก ไปด้วยทุกครั้ง
    เราไม่ใช่ วัยรุ่นเกเร อันธพาล แต่เราคือ กลุ่มวัยรุ่นรักปืนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
    ลุยบางปูกันเสร็จ รถจะเปรอะด้วยขี้โคลน แม้แต่รองเท้าคอมแบท เนื้อตัว ก็เลอะโคลนไปหมด
    แต่จุดหมายหลังเรายิงนกกัน ก็คือ ร้านไอศครีมโฟร์โมสปากซอยแดงอุดม (สุขุมวิท 35)
    แหล่งนัดพบ เฮฮากับเพื่อนๆ หรือ จีบสาวๆ มันคือ เซ็นเตอร์พ้อยท์ ในสมัยนั้น
    เราทั้งมหดประมาณ 5-6 คน ก็จะแต่งตัวลุยๆสวมคอมแบท เปรอะเปื้อนมอมแมม
    แบกกระเป๋าปืนยาว 4-5 กระบอก พกปืนสั้นในย่ามสะพาย พากันเดินเข้าร้านไอติม
    พวกเราก็เป็นของเราแบบนี้มาตลอด 2 ปี ของ ชีวิตมัธยมปลาย
    จนพวกเพื่อนๆในโรงเรียนมักเรียกเราอย่างแซวๆกวนบาทาว่า กลุ่มไอ้เท่ห์
    ได้ยินแล้ว พวกเราจะหงุดหงิด เรียกทำ เห้...อะไรว่ะ
    มานึกถึงวันนั้นในวันนี้ ตอนอายุเกือบ 60 ปี ก็สมควรแล้วที่พวกเราจะถูกหมั่นไส้

    ... เงียบกริบ ...
    ไม่มีเสียงใดๆเกิดขึ้นมา แม้แต่ภาพของคนกลุ่มนั้นควรจะปรากฏตัวให้เห็น
    มันก็อันตรธานหายไป หายไปอย่างไร้เสียงไร้ร่องรอย
    .. หรือ พวกมันจะรู้ตัว ว่ามีเราซุ่มตัวอยู่ในดงไม้ ..
    ขณะที่เรากำลังเงี่ยหูฟังสัญญาณใดๆสักอย่าง ตาก็สอดส่ายหาคนกลุ่มนั้น
    เวลาผ่านไปแค่ชั่วอึดใจใหญ่ๆ ไม่เกิน 10 วินาที
    เสียงพูดคุยกันตามปกติดังเดิมก็เริ่มดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
    แต่มันเริ่มจากปลายดงพุ่มไม้ด้านขวามือของพวกเรา
    มันดังและชัดเจนทั้งเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยกัน แต่ก็ยังจับสำเนียงและภาษาไม่ได้
    แล้วเสียงเหล่านั้นก็เริ่มเบาลงๆ จนแผ่วหายไปในที่สุด ตามระยะทางที่พวกเขาเดินจากไป
    ความเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ แสงอาทิตย์ก็เริ่มสลัวลง ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมผืนป่า

    อากาศในป่าดงดิบยามสิ้นแสงตะวัน เริ่มเย็นลงทุกขณะ เย็นลงจนกายสัมผัสได้
    แต่ใจของพวกเขาทั้งสามคน กลับร้อนระอุ มันเกิดอะไรขึ้น
    ช่วงหัวโค้งห้วยทางซ้ายมือ จนมาถึงปลายพุ่มไม้ด้านขวามือ
    ระยะทางต้องไม่น้อยกว่า สิบห้าถึงยี่สิบเมตร
    มันโปร่งโล่ง ทัศนวิสัยของสายตาเต็มร้อย
    พวกเขาทั้งสามคน พรานใหญ่ หมู วัน ต่างกระซิบถามไถ่กันไปมา
    แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปอะไรได้ในตอนนั้น และยังไม่ได้สะกิดใจคิดสักนิดว่า
    นั่นคือ อาถรรพ์ของป่าดงดิบแห่งตะนาวศรี เล่นงานเข้าให้แล้ว
    ทุกคนยังคงระมัดระวังและพร้อมรับมือกับ กลุ่มคนเหล่านั้นมากกว่า

    แค่เวลาผ่านไปไม่นานนัก ความสว่างก็หายไปหมดสิ้น
    ความมืดเข้าปกคลุมป่าทั้งผืน มันมืดมิดราวกับตาเราบอดสนิท
    ในตอนนั้น พวกเขาเห็นแค่ 2 สิ่งเท่านั้น คือ พรายน้ำของนาฬิกา
    และเมื่ิอแหงนหน้ามองยอดไม้ จึงจะเห็น ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ปรากฏอยู่ระหว่างยอดไม้
    แต่ในยามดึกสงัดของคืนนั้น พวกเขาจึงเพิ่งสังเกตเห็น สิ่งที่สาม โดยที่พวกเขาอธิบายไม่ได้





    ... พบกับตอนที่ 5 ในเร็วๆนี้นะครับ ฟรีแมน ลาไปเที่ยวสังขละบุรี 3 วัน ...






    เรื่องนี้เล่าจากเรื่องจริง เพียงแต่ การบรรยายเหตุการณ์ การพูดคุย ความนึกคิด ใช้สำนวนนวนนิยาย เท่านั้น
    เรื่องเหล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้ว ความทรงจำย่อมมีขาดตกบกพร่อง แรือเสริมแต่งขึ้นบ้าง เพื่ออรรถรส
    ไม่ใช่การล่า แต่เป็นการเข้าป่า ของกลุ่มกลุ่มพรานกรุงวัยหนุ่ม ในยุคในฃ่วงสมัยนั้น เพื่อการผจญภันในป่าดง
    ซึ่งพรานนำทางแต่ละคนอาจแก่ตายไป หรือ บางคนก็เข้าวัยเฒ่าแก่ชราแล้วทั้งสิ้น
    เป็นความทรงจำที่นำมาเล่าสู่กันฟัง และความลี้ลับที่ยากต่อการสรุปหรือพิศูจน์ได้





    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ฟรีแมน : 30-12-15 เมื่อ 01:07 PM
    สองแขนถวายไท้ทรงธรรม์เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญและแม่
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  7. #177  
    I'm Glad You Came.
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  8. #178  
    เที่ยวให้สนุกนะครับน้า
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  9. #179  
    แหม่ๆๆ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มพอดี ...
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  10. #180  
    Registered User
    วันที่สมัคร
    Aug 2011
    สถานที่
    Donmuang Bangkok
    ข้อความ
    74
    มาเฝ้าบอร์ดด้วยคนครับ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

กฎการส่งข้อความ
  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
  • BB code is ใช้ได้
  • Smilies are ใช้ได้
  • [IMG] code is ใช้ได้
  • [VIDEO] code is ใช้ได้
  • HTML code is ใช้ได้