ประกาศ

ชื่อกระทู้: โลหะวิทยาเบื้องต้นสำหรับช่างมีด

  1. #1 โลหะวิทยาเบื้องต้นสำหรับช่างมีด 
    เหล็กกล้า (STEEL)

    เหล็กที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้จริงๆแล้วถ้าจะเรียกให้ถูกเราต้องเรียกว่าเหล็กกล้า เพราะว่าเหล็กเฉยๆนั้นหมายถึง iron

    iron โดยธรรมชาติเป็นธาตุโลหะที่เหนียวแต่ไม่แข็ง มนุษย์เรียนรู้ใช้เหล็กทำเป็นเครื่องมือต่างๆมาตั้งแต่โบราณกาล ตั้งแต่ยุคที่บรรพบุรุษของเรายังใช้หอกล่าสัตว์ มาถึงยุคที่มนุษย์ประหัตรประหารกันด้วยคมดาบ

    จนมาถึงวันนี้ความสำคัญของเหล็กก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แถมยังมีมากขึ้นเรื่อยๆตามความเจริญของเทคโนโลยี

    ความมหัศจรรย์ของเหล็กเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราใส่คารบอนลงไป จากเหล็กธรรมดาก็จะกลายเป็นเหล็กกล้า (steel)

    กล่าวได้เลยว่าเหล็กกล้านี่แหละคือวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานที่สุดที่มนุษย์จะสามารถใช้ได้ในดาวที่ชื่อว่าโลก

    เพชรอาจะแข็งกว่าเหล็กกล้า ไทเทเนียมอัลลอยด์อาจจะเหนียวกว่า แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์ยังไม่สามารถหาสสารชนิดใดที่มีสมดุลระหว่างความแข็ง, ความเหนียว และความให้ตัวเป็นสปริงได้เหมือนเหล็กกล้า

    ต่อไปผมจะกล่าวถึงโลหะวิทยาเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาวะต่างของเหล็กกล้า credit Kevin R Cashen ABS MS.


    อธิบายศัพท์เคมีก่อนนิดนึงครับ

    element = ธาตุ เช่นธาตุเหล็ก(Fe), ไฮโดรเจน(H), แมงกานีส(Mn)

    atom = หน่วยที่เล็กที่สุดของธาตุ จะใช้ตัวย่อของธาตุนั้นๆแทน 1 ห่วยอะตอมเช่น Fe = 1 อะตอมของเหล็ก

    molecule = โมเลกุล, เมื่ออะตอมมากกว่าสองตัวขึ้นไปมาจับตัวกัน จะเรียกว่าโมเลกุล เช่น O3 = ออกซิเจนสามอะตอมจับตัวกันหรือเรียกว่าโอโซนนั่นเอง

    compound = โมเลกุลที่มีธาตุมากกว่า 1 ชนิด เช่น Fe3C หรือ Cementite = อะตอมของเหล็ก 3 หน่วยรวมกับอะตอมของคารบอน์ 1 หน่วย


    __________________________________________________________________________________________________

    เหล็กเป็นโลหะที่เปลี่ยนแปลงสภาวะโครงสร้างตามอุณหภูมิ

    ที่อุณหภูมิห้อง(จนถึง 723c) โมเลกุลของเหล็กจะมีลักษณะโครงสร้างเป็นผลึกสี่เหลี่ยม มีอะตอมเรียงกันแบบลูกเต๋าโดยจะมีอะตอมหนึ่งหน่วยอยู่ตรงกลาง ( body centered) โครงสร้างนี้เรียกว่า alpha iron


    ที่อุณหภูมิมากกว่า 723 องศา C โมเลกุลของเหล็กจะเกิดการเปลี่ยนโครงสร้าง โดยอะตอมตรงกลางจะหายไปและจะมีอะตอมเพิ่มขึ้นมาระหว่างมุมของแต่ละอะตอม (face centered) ทำให้เกิดพื้นที่สมารถให้คารบอนเข้าไปแทรกที่ตรงกลางโมเลกุล โครงสร้างแบบนี้ของเหล็กเรียกว่า gamma iron


    รูปแบบโครงสร้างและองค์ประกอบของเหล็กกล้า

    Ferrite,
    คือลักษณะโครงสร้างของเนื้อเหล็ก ซึ่งจริงๆก็คือเหล็ก (iron) 100% นั่นเอง โครงสร้างลักษณะนี้จะปรากฏมากในเหล็กที่มีคารบอนต่ำกว่า 0.8%


    Cementite
    คารบอนที่อาศัยอยู่ในเนื้อเหล็กในสภาวะที่ไม่ได้อบชุบจะอยู่ในรูปคารไบด์ของเหล็ก(iron carbide) โมเลกุล Fe3C โครงสร้าง cementite จะปรากฏชัดเจน (จากการส่องกล้อง) ในเหล็กที่มีคารบอนมากกว่า 0.8%

    Pearlite
    โครงสร้างลักษณะเป็นชั้นๆสลับไปมาระหว่าง Ferrite และ Cementite ปรากฏชัดในเหล็กที่มี carbon 0.8% ขึ้นไป

    Austenite
    ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ, austenite เป็นสถานะพื้นฐานของทุกสถานะในเหล็กไม่ว่าจะเป็น pearlite, ferrite, bainite และ martensite จะเริ่มต้นจาก austenite ก่อนทั้งสิ้น

    Austenitizing หรือการทำให้เป็น Austenite คือสภาวะที่จะเกิดขึ้นเมื่อเผาเหล็กจนอุณหภูมิสูงถึงจุดหนึ่ง(มากกว่า 723c) ที่โมเลกุลขอเหล็กกลายสภาพจาก alpha ironเป็น gamma iron และ cementite ในเหล็กเกิดการละลาย Fe3C ละลายและคารบอนแยกตัวออกมาในเนื้อเหล็กโดยมีสถานะเป็นของเหลว

    ที่จุดนี้อะตอมของคารบอนจะเข้าไปแทรกในที่ว่างระหว่างอะตอมของเหล็ก ถ้าเราค่อยๆทำให้สถานะนี้เย็นตัวลงช้าๆ อะตอมของคารบอนจะแพร่ออกจากอะตอมเหล็กและฟอร์มตัวคืนเป็นโครงสร้าง cementite ทำให้โครงสร้างเหล็กกลับสู่ Pearlite หรือ Ferrite ตามแต่ปริมาณคารบอน

    การทำให้โครงสร้าง austenite เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจะทำให้อะตอมของคารบอนจะไม่สามารถกระจายตัวออกจากโมเลกุลของเหล็กได้ทัน โมเลกุลของเหล็กจะกักอะตอมคารบอนไว้ในที่ว่างตรงกลาง และจะฟอร์มตัวเป็นโครงสร้าง Martensite หรือ Bainite ขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัว ในบางครั้งหากอัตราการเย็นตัวเร็วมากเกินไปหรือถ้าหากเหล็กมีอัลลอยด์ผสมอยู่มากซึ่งจะส่งให้อุณหภูมิ Austenititzing สูงขึ้น. เมื่อเราทำการ quench, austenite บางส่วนอาจจะฟอร์มสภาพเป็น martensite ไม่ทัน กลายเป็น austenite ตกค้างเรียกว่า retained austenite ซึ่งจะทำให้เนื้อเหล็กแตกร้าว

    การ Austenitizing เป็นกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิเฉพาะตัวในแต่ละชนิดของเหล็ก เหล็กที่มีคารบอน/อัลลอยด์มากก็จะใช้อุณหภูมิตรงนี้มากขึ้น การเผา austenitizing นานเกินไปจะทำให้เกรนของเหล็กขยายตัวและสูญเสียคารบอนซึ่งจะทำให้เหล็กเปราะ

    Martensite

    ในรูปนี้ภาพที่เรียบๆคือ austenite นะครับ เมื่อทำการ quench อย่างรวดเร็วจะกลายสภาพเป็น martensite ที่บิดๆเบี้ยวๆนั้นแหละ

    ได้จากการ austenitizing แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว (quench)

    ในสภาวะที่โมเลกุลของเหล็กกลายสภาพจาก body centered เป็น faced centered และคารบอนในเหล็กมีสถานะเป็นของเหลว คารบอนในเหล็กจะเข้าไปแทรกในแกนของโมเลกุลเหล็ก เมื่อเรา quench อย่างรวดเร็ว อะตอมของคารบอนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลของเหล็กไม่ทัน ทำให้โมเลกุลกลายสภาพเป็น body centered ที่มีอะตอมของคารบอนเป็นแกนกลาง โครงสร้างเช่นนี้คือ martensite ซึ่งเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่สุดของเหล็กกล้า หลังจาก temper จะกลายเป็นวัตถุที่มีทั้งความแข็ง ความเหนียว ความให้ตัว อย่างที่ไม่มีวัตถุอื่นใดในโลกเทียบได้ เป็นโครงสร้างในอุดมคติที่ใช้เป็นคมของมีด หรือเครื่องมือตัดเฉือนทุกชนิดบนโลก

    หลังจาก austenite ==> martensite แล้ว ลักษณะของ martensite ที่ได้จะมีอยู่สองแบบ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ austenitizing

    อุณหภูมิต่ำ เรามักจะได้ lath martensite ที่มีความเหนียวสูงแต่ไม่แข็งมาก

    อุณหภูมิสูง เราจะได้ plate martensite ที่จะแข็งกว่าแต่ก็เปราะ

    Bainite
    โครงสร้างนี้เกิดขึ้นเมื่อเรา Austenitizing แล้ว quench ลงมาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 550 c สูงกว่า 230 c (ขึ้นอยู่กับอัลลอยด์ในเหล็ก) อย่างรวดเร็ว แต่ที่อุณหภูมิในช่วงนี้โครงสร้างของเหล็กจะยังไม่ทันกลายเป็น martensite แต่จะมีสภาวะเป็น retained austenite ที่มีคารบอนผสมอยู่

    แช่ (soaking) ค้างไว้ที่ช่วงอุณหภูมินั้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง(ขึ้นอยู่กับอัลลอยด์) retained austenite + คารบอน จะคล่อยๆกลายสภาพเป็น Bainite

    โครงสร้าง Bainite จะมีความเหนียวอย่างมากแต่จะมีความแข็งไม่เท่า Martensite




    เดี๋ยวมาต่อครับ บทความนี้จะเข้าใจยากนิดนึงนะครับเพราะมีศัพท์เทคนิกเยอะมาก ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนเดี๋ยวผมมาตอบให้ครับ

    หวังว่าบทความนี้อย่างน้อยจะช่วยให้อ่าน spec อบชุบเหล็กนอกได้เข้าใจมากขึ้น
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย shqxk : 28-06-14 เมื่อ 11:54 AM
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  2. #2  
    มาให้กำลังใจ เขียนสาระดีๆให้ความรู้ครับ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  3. #3  
    ปูเสื่อรอเลย
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  4. #4  
    ขอบคุณครับพี่ มาต่อครับ

    ผมขออธิบายศัพท์ช่างมีด อังกฤษเป็นไทยให้เข้าใจคร่าวๆก่อนนะครับ

    ขั้นตอนการอบชุบเหล็กโดยพื้นฐานเลยจะมีหลายขั้นตอน อาจจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับว่าช่างทำงานประเภทไหน งานร้อน/งานเย็น และต้องการคุณภาพมากขนาดไหน

    Heat treatment


    1. Nomalizing : การคืนสภาพปกติ

    ในการตีมีดงานร้อนหรือ forging โครงสร้างเหล็กจะเสียหายบิดเบี้ยวอย่างมาก การ normalize จะช่วยให้โครงสร้างเหล็กกลับสู่สภาวะปกติไม่ว่าจะเป็น ขนาดของเกรน การกระจาย/การเรียงตัวเกรนรวมไปถึงคารไบด์ต่างๆทั้งหมด

    การอบ normalizing จะทำที่อุณหภมิสูงกว่า austenitizing ประมาณ 40c ขึ้นไป ความคงที่ของอุณหภูมิ รวมไปถึงอัตราเย็นตัวเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการนี้ หากอัตราการเย็นตัวช้าเกินไปเกรนที่ได้จะหยาบ แทนที่จะเป็นการ normalize มันจะกลายเป็นการ anneal แทน ตรงกันข้ามหากอัตราการเย็นตัวเร็วเกินไปก็จะเหมือนเป็นการ hardening

    การ normalizing ด้วยอุณหภูมที่แม่นยำ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และด้วยอัตราการเย็นตัวที่ถูกต้องจะทำให้เกรนของเหล็กละเอียดและมีคุณภาพ

    การ normalizing สามารถทำได้หลายครั้งขึ้นอยู่กับเป้าหมายคุณภาพของช่าง


    2. Annealing : การอบอ่อน

    เป็นกระบวนการให้ความร้อนจนถึงจุด austenitic แล้วค่อยๆทำให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆเพื่อให้อะตอมของคารบอนที่จับตัวกับโมเลกุลของเหล็กได้มีโอกาสแพร่ออกมาคืนรูปเป็น cementite ตามเดิม จุดประสงค์ของการอบอ่อนคือเพื่อให้ช่างทำการจัดการเจียร แต่งรูปได้ง่ายครับ




    3. Hardening : การชุบแข็ง

    การชุบแข็ง หรือที่ช่างมีดนิยมเรียกด้วยศัพท์ง่ายๆว่า quench (อ่านว่า เคว้นช์ แปลว่าการแช่)นั่นเอง

    การชุบแข็งคือการ อบเหล็กให้ร้อนถึงจุด austenitizing และอัลลอยด์ต่างๆในเหล็กมีสภาพกึ่งของเหลว และอบค้างไว้(soaking) ตามแต่สเปคของเหล็ก อุณหภูมิตรงนี้ในแต่ละเหล็กจะต่างกันมากขึ้นอยู่กับส่วนผสม

    เมื่อถึงจุดนี้และแช่ค้างไว้จนโมเลกุลในโครงสร้างเหล็กเปลี่ยนจาก alpha iron เป็น gamma iron โดยสมบรูณ์ ทำให้เกิดที่ว่างกลางโมเลกุล, อะตอมของคารบอนที่ละลายออกจาก cementite (Fe3C) จะแพร่เข้าไปในโมเลกุลของเหล็ก

    การทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว (quenching) จะทำให้โมเลกุลของเหล็กกักอะตอมคารบอน์ไว้ ในช่วง gamma iron ==> alpha iron ทำให้โครงสร้าง austenite เปลี่ยนสภาพเป็น martensite ที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง

    การ quench นี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของเหล็ก บางเหล็กอาจต้องการการชุบที่เร็วมากในขณะที่บางเหล็กอาจต้องการอัตราการเย็นตัวที่ช้ากว่า

    4. Tempering : การคืนไฟ

    หรือการคืนไฟ กระบวนการนี้มีจุดหมายเพื่อปรับสภาพโครงสร้างเหล็กภายหลังจากการชุบแข็ง กระบวนการนี้จะลดความแข็งของเหล็กลงเล้กน้อยแต่จะเพิ่มความเหนียว ทำให้ทนทานขึ้นอย่างมากเหมาะแก่การเป็นมีดหรือส่วนคมของมีด

    หลังจากที่เรา austenitizing และ quench เสร็จแล้ว โครงสร้างที่ได้จะมีลักษณะเรียกว่า alpha martensite ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความแข็งสูงมาก แต่จะมีความเปราะและความเครียดมากเช่นเดียวกัน ในเหล็กบางชนิดหลังชุบแข็งอาจมีค่าความแข็งสูงถึง 70 Rockwell Hardness

    การอบเหล็กในอุณหภูมิหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเปลี่ยนให้ alpha martensite กลายสภาพเป็น beta martensite ซึ่งจะเพิ่มความเหนียวและคลายความเครียดในโครงสร้าง

    การ tempering จำเป็นต้องทำทันทีหลังการชุบแข็งเพื่อผลลัพท์ที่ดีที่สุด

    _________________________________________________________________________


    เพิ่มเติมครับ ศัพท์ที่ได้ยินกันบ่อยๆจากช่างมีดเกี่ยวกับกรรมวิธีชุบ ช่างฝรั่งเองยังใช้คำตรงนี้ถูกๆผิดๆกันหลายคน

    selective heat treat หรือ selective hardening(quench) = ชุบแข็งหรือ quench แค่คม เป็นการเคว้นชเฉพาะคมในสารชุบ

    differential heat treat = พอกโคลนชุบ การพอกโคลนส่วนหลังของคมจะทำให้ความร้อนเข้าช้ากว่าในจังหวะ soaking และทำให้อัตราการเย็นตัวของส่วนที่พอกโคลนช้าลงในจังหวะเคว้นช์

    selective tempering = การ temper เฉพาะส่วน หรือการเป่าที่หลังของใบมีดในขณะที่ส่วนคมจุ่มน้ำ
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย shqxk : 25-06-14 เมื่อ 08:14 AM
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  5. #5  
    Registered User
    วันที่สมัคร
    Aug 2011
    สถานที่
    ชัยภูมิ
    ข้อความ
    620
    แยกธาตุในเหล็กให้ด้วยครับ..ว่าเติมตัวนั้นลงไป..ใส่ตัวนี้เพิ่ม แล้วได้อะไรขึ้นมา...น่ะๆๆๆๆ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  6. #6  
    น่าสนใจครับ ความรู้ทั้งนั้น ขอบคุณครับ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  7. #7  
    เยี่ยมๆ
    มาต่อ เอาอีกๆ
    ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง , I am a slow walker, but I never walk backwards.

    อับราฮัม ลินคอล์น
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  8. #8  
    เดี๋ยวจะคอยรินเบียร์ให้นะ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  9. #9  
    ....เด๋วไปซื้อเตี๋ยวเป็ดรอ
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

  10. #10  
    ขอบคุณครับ

    ต่อเรื่องอัลลอยด์(alloy)ในเหล็กครับ เนื้อหาส่วนนี้จะค่อนข้างซับซ้อนนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว ผมพิมพ์ไม่เข้าใจบอกได้นะครับ

    Alloy คือโลหะหรืออโลหะที่ผสมลงไปในเหล็กจะในขั้นตอนหลอม (Cast) หรือเหล็กกล้าเทคโนโลยีผง (Powdered steel) ก็ตาม

    อัลลอยด์ในเหล็กถูกใส่ลงไปเพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างของเหล็กให้ดีขึ้น ตรงตามจุดประสงค์ของชิ้นงานนั้นๆ เช่นเราใส่ chromium ลงไปในเหล็กเพื่อให้มันเป็นสแตนเลส หรือใส่ cobalt เพื่อให้เหล็กสามารถคงความแข็งแกร่งที่อุณหภูมิสูง เป็นต้น

    ______________________________________________________________________________________

    Carbon

    ธาตุที่สำคัญที่สุดในการเป็นเหล็กกล้า เหล็กจะไม่ใช่เหล็กกล้าหากไม่มีคารบอน์ผสมอยู่

    คารบอนเป็นธาตุที่ทำให้เหล็กสามารถชุบแข็งได้ เรานิยมเรียกเหล็กที่มีคารบอนมากกว่า 0.5% ว่า High carbon steel และเรียกเหล็กที่มี carbon น้อยกว่า 0.5% ว่า Low carbon

    ยิ่งเหล็กมีคารบอนผสมอยู่มากเท่าไหร่การอบชุบก็จะยากและต้องใช้ความแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

    นักโลหะวิทยาใช้ปริมาณคารบอนจำแนกเหล็กออกเป็น 3 ชนิด

    1. hypo eutectoid steel = เหล็กที่มีคารบอนต่ำกว่า 0.77%

    2. eutectoid steel = เหล็กที่มีคารบอนประมาณ 0.8% ให้ชัดๆก็คือ 0.77-0.83%

    3. hyper eutectoid steel = เหล็กที่มีคารบอนมากกว่า 0.83% ขึ้นไป


    คำว่า eutectoid หมายถึงช่วงอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดที่จะละายคารบอนออกจาก cementite และแพร่เข้าสู่แกนของ gamma iron ได้ ซึ่งในที่นี้คือ 723c

    เหล็กที่มีคารบอนประมาณ 0.77%-0.83% จะเรียกว่า eutectoid steel (อ่านว่ายูเทคทอยด์)

    eutectoid steel จะมีโครงสร้าง pearlite โดยสมบรูณ์ 100% ไม่มี ferrite อิสระเจือปน (จริงๆแล้ว pearlite ก็คือชั้น ferrite สลับไปมากับ cementite เป็นเนื้อเดียวกัน จะต่างจาก ferrite อิสระ)

    ที่อุณหภูมิเริ่มต้นที่ต่ำที่สุดในการ Austenitizing หรือ 723c, จะเป็นจุดที่เหล็ก eutectoid ที่มีคารบอน 0.83% เป๊ะๆไม่มีอัลลอยด์ตัวอื่นเจือปน จะสามารถละลายคารบอนทั้งหมดออกจาก cementite เข้าไปยัง gamma iron ได้โดยสมบรูณ์ 100%


    เช่นเดียวกันเหล็กที่มีคารบอนต่ำกว่า 0.77% หรือ hypo eutectoid ก็สามารถละลายคารบอนได้ทั้งหมดที่ 723c


    แต่สำหรับเหล็ก hyper-eutectoid ที่มีคารบอนมากกว่านั้นจะยังไม่สามารถละลายคารบอนออกมาได้ทั้งหมด จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่านั้นตามแต่ปริมาณคารบอน

    การเผาที่อุหณภูมิสูงขึ้นนั้นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเสียหายในชิ้นงานที่มากขึ้น ดังนั้นในการทำงานกับเหล็กชนิด hyper เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่แม่นยำ รวมไปถึงความรู้ถึงระยะอุณหภูมิและเวลา มากกว่าเหล็กอีกสองชนิด

    เหล็ก hyper-eutectoid ถึงแม้ว่าเราจะ austenitizing ที่อุณหภูมิซึ่งคารบอนละลายออกมาหมด หรือจากทำให้เหล็กเย็นตัวลงไม่ว่าจะด้วยการ quench หรือปล่อยช้าๆ คารบอนที่เกินมานี้จะไม่อยู่ในรูปของ pearlite หรือ martensite แต่จะอยู่ในรูปของ cementite ที่มีลักษณะเป็นโครงข่ายกระจายตัวทั่วเกรนเหล็ก

    ตัวอย่างเหล็ก eutectoid หลังการ normalizing


    เหล็ก hyper eutectoid ที่มีคารบอน 1.3%


    จะเห็นว่าเหล็ก eutectoid ใช้ carbon ไปจนหมดไม่เหลือคารบอนที่คืนรูปเป็น cementite(iron carbide) อิสระ ในขณะที่ hyper-eutectoid เราสามารถเห็น carbide ชัดเจน

    ยิ่งถ้าหากเหล็ก hyper-eutectoid ตัวนั้นมีอัลลอยด์ผสมอยู่ คารบอนที่เกินมานี้สามารถไปจับตัวกับอัลลอยด์ตัวอื่นฟอรม์ตัวเป็น carbide ของโลหะอื่นช่วยเพิ่มคุณสมบัติด้านบวกได้
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย shqxk : 26-06-14 เมื่อ 04:59 PM
    ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม  
     

กฎการส่งข้อความ
  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •  
  • BB code is ใช้ได้
  • Smilies are ใช้ได้
  • [IMG] code is ใช้ได้
  • [VIDEO] code is ใช้ได้
  • HTML code is ใช้ได้